อาการปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ และตาล้าจากการจ้องหน้าจอ เป็นปัญหาที่หลายคนพยายามแก้ไขด้วยการซื้อแว่นถนอมสายตามาใช้งาน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ช่วยให้อาการเหล่านั้นหายไป ความเชื่อที่ว่าแว่นกรองแสงสีฟ้าสามารถจบทุกปัญหาปวดตานั้น เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในทางการแพทย์ อาการปวดตาจากการใช้หน้าจอมีกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงระดับโครงสร้างดวงตาและกล้ามเนื้อตา จึงเป็นหัวใจสำคัญก่อนการตัดสินใจตัดแว่นใหม่
สรุปประเด็นสำคัญ
- แว่นถนอมสายตาทั่วไปที่เน้นการกรองแสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาล้าหรือค่าสายตาแฝงได้
- ต้นเหตุหลักของอาการปวดตาเมื่อใช้คอมพิวเตอร์คือภาวะกล้ามเนื้อตาทำงานหนักเกินไป
- การเลือกเลนส์ลดการเพ่ง หรือเลนส์เฉพาะทาง เป็นทางออกที่ตรงจุดกว่าแว่นสำเร็จรูป
- นักทัศนมาตรจะต้องทำการวัดสายตาภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์เสมอ เพื่อหาค่าสายตาที่แท้จริงก่อนทำการตัดแว่น
ทำไมใส่ แว่นถนอมสายตา แล้วยังปวดตา?
อาการปวดตาหลังใส่แว่นถนอมสายตาเกิดจากแว่นสำเร็จรูปกรองได้เพียงแสงสีฟ้า แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาล้า หรือค่าสายตาแฝงที่เป็นสาเหตุหลักของอาการปวดกระบอกตาได้
อาการปวดตาของคุณมักเกิดจากกลุ่มอาการที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) ซึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้สายตาจ้องหน้าจอนานเกินไป ผนวกกับปัจจัยภายในดวงตาที่แว่นกรองแสงทั่วไปไม่สามารถแก้ไขได้ ปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย:
- มีสายตายาวแอบแฝง: วัยทำงานที่กล้ามเนื้อตายังแข็งแรงมักจะเพ่งสู้เพื่อปรับภาพให้ชัดโดยไม่รู้ตัว ก่อให้เกิดอาการล้าสะสม
- มีค่าสายตาเอียง ที่ซ่อนอยู่: แม้จะเอียงเพียงเล็กน้อย การจ้องตัวหนังสือขนาดเล็กบนหน้าจอจะบังคับให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักมหาศาลเพื่อให้ภาพคมชัด
- ภาวะการเพ่งค้าง: การจ้องระยะใกล้นานทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งตัว และไม่ยอมคลายออกเมื่อสลับไปมองไกล
- ปัญหาการทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง: ดวงตาที่ประสานการทำงานได้ไม่ดี จะสร้างความตึงเครียด นำไปสู่อาการภาพซ้อนหรือปวดศีรษะ
- ภาวะตาแห้ง: การจ้องจอทำให้เรากะพริบตาน้อยลง น้ำตาระเหยเร็ว นำไปสู่อาการระคายเคือง
แสงสีฟ้า vs กล้ามเนื้อตาล้า อะไรคือจำเลยตัวจริง?
จำเลยตัวจริงที่ทำให้เกิดอาการปวดตาคือ “กล้ามเนื้อตาล้า” จากการเพ่งหน้าจออย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แสงสีฟ้าตามที่หลายคนเข้าใจผิด
มีความเชื่อว่าแสงสีฟ้าจากหน้าจอคือตัวการทำลายจอประสาทตาและทำให้ปวดตา ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ แสงสีฟ้า ที่มีความยาวคลื่น 400-500 nm มีผลโดยตรงต่อวงจรการนอนหลับ การรับแสงสีฟ้าในเวลากลางคืนจะยับยั้งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้นอนหลับยาก แต่ปริมาณแสงสีฟ้าจากหน้าจอมิใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา
อาการปวดตาเกิดจากกลไกธรรมชาติเมื่อเรามองวัตถุระยะใกล้ กล้ามเนื้อตา จะต้องหดตัวเพื่อให้เลนส์แก้วตาป่องนูนและโฟกัสภาพได้ พร้อมกับดวงตาทั้งสองข้างที่ต้องกรอกเข้าหากัน เมื่อเกร็งค้างเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อตาจะเกิดอาการล้า ปวดกระบอกตา ปวดร้าวไปถึงศีรษะ และมองภาพเบลอ
“หมอมักจะย้ำเสมอว่า แสงสีฟ้าไม่ใช่ต้นเหตุหลักของอาการปวดกระบอกตา แต่พฤติกรรมการจ้องหน้าจอต่อเนื่องจนกล้ามเนื้อตาเกร็งค้างต่างหาก ที่ทำร้ายดวงตาคุณอย่างแท้จริงค่ะ” — แพทย์หญิง มัทยา ขวัญอโนชา
ประเภทของเลนส์ถนอมสายตา เลือกแบบไหนให้ตรงจุด?
การเลือกเลนส์ถนอมสายตาที่ตรงจุด ต้องเลือกเลนส์ที่ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อลดภาระงานของดวงตาตามช่วงวัยและพฤติกรรมการใช้งานจริง
1.เลนส์ลดการเพ่ง
เลนส์ชนิดนี้มีโครงสร้างพิเศษ บริเวณด้านล่างของเลนส์จะมีค่าสายตาบวกอ่อนๆ ช่วยคลายกำลังการเพ่งของกล้ามเนื้อตาขณะมองใกล้ เหมาะสำหรับวัยเรียนหรือวัยทำงานอายุ 20-30 ปลายๆ ที่ต้องใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลวันละหลายชั่วโมง
2. เลนส์เฉพาะทาง
ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีภาวะสายตายาวตามวัย ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เลนส์จะเน้นให้ความคมชัดในระยะกลาง และระยะใกล้ ให้มุมมองที่กว้างและสบายตากว่าเลนส์โปรเกรสซีฟทั่วไปเมื่อต้องนั่งทำงานหน้าโต๊ะเป็นเวลานาน
3.เลนส์มัลติโค้ท
เลนส์พื้นฐานที่มีการเคลือบผิวลดแสงสะท้อน ช่วยลดแสงฟุ้งกระจาย เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ไม่ได้นั่งหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ภัยเงียบจาก ค่าสายตาแฝง และความเสี่ยงของแว่นสำเร็จรูป
ค่าสายตาแฝงคือความผิดปกติของสายตาที่ซ่อนอยู่ ซึ่งการวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวมักตรวจไม่พบ ทำให้ผู้ใช้งานใส่แว่นที่ไม่ตรงกับค่าสายตาจริง นำไปสู่อาการตาล้าเรื้อรัง
การสวมใส่แว่นสำเร็จรูปตามท้องตลาดเพื่อหวังผลในการถนอมสายตา อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี หากจุดโฟกัสของเลนส์ไม่ตรงกับจุดศูนย์กลางตาดำ
|
คุณสมบัติ |
แว่นสำเร็จรูป |
แว่นตัดประกอบใหม่ |
|
จุดโฟกัส |
จุดกึ่งกลางเลนส์ตายตัว มักไม่ตรงกับตาดำ |
วางจุดโฟกัสตรงกับรูม่านตาของผู้สวมใส่แม่นยำ |
|
ความละเอียดค่าสายตา |
มีแค่สั้นหรือยาว (Step ละ 50, 75) ไม่มีค่าเอียง |
รองรับทุกค่าสายตา สั้น ยาว เอียง (Step ละ 12, 25) |
|
ผลกระทบต่อดวงตา |
เกิด Prism Effect ทำให้ปวดศีรษะและตาล้า |
สบายตา ภาพคมชัด กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย |
|
ความเหมาะสม |
ใส่ชั่วคราว หรือใช้มองไกลระยะสั้น |
เหมาะสำหรับการใส่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน |
มาตรฐาน Mattaya Vision Center การประเมินสุขภาพตาระดับคลินิก
ที่ Mattaya Vision Center เรามีแนวทางปฏิบัติทางคลินิกที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็นอย่างตรงจุดและปลอดภัย
1. Medical Screening โดยจักษุแพทย์
แพทย์หญิง มัทยา ขวัญอโนชา และทีมจักษุแพทย์ จะทำการตรวจคัดกรองสุขภาพดวงตา เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคตาก่อนเสมอ เช่น ต้อลม ต้อกระจก หรือความผิดปกติของจอประสาทตา
2.Precise Refraction โดยนักทัศนมาตร
นักทัศนมาตรจะทำการวัดสายตาอย่างละเอียด ค้นหาค่าสายตาแฝง และวิเคราะห์การทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง ภายใต้การดูแลและควบคุมของจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด
3.Simulation Test ระบบทดลองเลนส์จริง
ผู้รับบริการสามารถ ทดลองใส่เลนส์โปรเกรสซีฟ ก่อนตัดแว่น รวมถึงเลนส์เฉพาะทางและเลนส์ลดการเพ่ง เพื่อจำลองการมองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์จริงในห้องตรวจ มั่นใจได้ว่าโครงสร้างเลนส์ที่เลือกคือโครงสร้างที่ใส่สบายที่สุด โดยราคาเริ่มต้นสำหรับแพ็กเกจเลนส์อยู่ที่ 9,900 บาท (ราคาเริ่มต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ให้ตรวจสอบกับ Mattaya Vision Center อีกครั้ง)
เราพร้อมให้บริการดูแลสุขภาพสายตาอย่างครบวงจรที่ รพ.พญาไท 1, สาขาเดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา, สาขาเอ็มโพเรียม, สาขาเมกาบางนา และสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
หากใส่แว่นแล้วอาการปวดตายังไม่ดีขึ้น แวะมาให้หมอและทีมงานตรวจประเมินสุขภาพตาอย่างละเอียดได้ที่ Mattaya Vision Center ทุกสาขานะคะ
ผู้เขียนบทความ
แพทย์หญิง มัทยา ขวัญอโนชา
จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตาและการมองเห็น ด้วยความเชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา ผู้ก่อตั้ง Mattaya Vision Center พร้อมวินิจฉัยและให้คำปรึกษาเฉพาะทางด้านเลนส์โปรเกรสซีฟ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาสายตาซับซ้อนจากภาวะสายตายาวตามวัย
ประวัติการศึกษา
- แพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1): จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- วุฒิบัตรการผ่าตัดตกแต่งกล้ามเนื้อตาและตาสองชั้น: Korean College of Cosmetic Surgery (KCCS) ประเทศเกาหลีใต้


