อาการแสบตา ตาแดง ระคายเคือง และบ่นว่า คันตาหนักมาก ยิ่งในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น ปัญหานี้แทบจะกลายเป็นอาการยอดฮิตของคนทุกเพศทุกวัย บางคนคันหัวตา บางคนคันขอบตาจนเผลอขยี้ตาแรงๆ ซึ่งพฤติกรรมนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของปัญหาดวงตาที่ใหญ่กว่าเดิม วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงต้นตอว่า อาการคันตาเกิดจากอะไร และวิธีแก้คันตาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ต้องทำอย่างไร
สรุปประเด็นสำคัญ
- อาการคันตามักเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ หรือความไม่สมดุลของชั้นน้ำตาที่ทำให้ดวงตาแห้งและระคายเคือง
- การขยี้ตาเป็นการแก้ปัญหาที่ผิด เพราะจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนออกมามากขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบและคันรุนแรงกว่าเดิม
- สาเหตุที่มักถูกมองข้ามคือ ไรขนตา และภาวะต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน ซึ่งต้องใช้วิธีรักษาเฉพาะทางมากกว่าการใช้ยาหยอดตาทั่วไป
- การใช้น้ำตาเทียมและการประคบเย็นเป็นวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ดีที่สุด เพื่อลดอาการคันโดยไม่ทำร้ายกระจกตา
- หากมีอาการคันเรื้อรังร่วมกับขนตาหลุดร่วงหรือมีขี้ตาแฉะ ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
ทำไมยิ่งเกายิ่งคัน? วงจรที่ต้องหยุดให้ได้
เวลาคันตาแล้วได้ขยี้ตา ร่างกายจะกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ออกมา ทำให้สมองรับรู้ถึงความสบายชั่วขณะ เรารู้สึกฟิน โล่ง หรือเหมือนจะหายคัน แต่ความจริงคือ การขยี้ตาเป็นการสร้างความเสียหายต่อดวงตาอย่างหนัก
หมอมักจะย้ำเสมอว่า การขยี้ตาคือการทำร้ายดวงตาทางอ้อมที่รุนแรงที่สุด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้หายคันแล้ว ยังทำให้ตาอักเสบหนักกว่าเดิม
เมื่อเราขยี้ตาบ่อย ร่างกายจะยิ่งหลั่งสารฮิสตามีน ออกมามากขึ้น ทำให้เกิดวงจร ยิ่งเกา ยิ่งคัน ซ้ำไปซ้ำมา และผลลัพธ์ที่ตามมาคือความผิดปกติเหล่านี้
- ตาแห้งคันตา รุนแรงขึ้น
- ภูมิแพ้ขึ้นตา กำเริบ
- ระคายเคืองตา และเยื่อบุตาอักเสบ
- ผิวหนังรอบดวงตาคล้ำและหย่อนคล้อย
- เสี่ยงต่อภาวะกระจกตาเป็นแผล หรือกระจกตาบาง
- กระตุ้นให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
การหยุดวงจรนี้เริ่มต้นด้วยการ หยุดขยี้ตา อย่างเด็ดขาด หากรู้สึกคัน ให้หันมาใช้วิธีประคบเย็นที่เปลือกตา หยอดน้ำตาเทียม ล้างทำความสะอาดเปลือกตา พักสายตา และพยายามเลี่ยงสถานที่ที่มีลมแรงหรือฝุ่นละอองหนาแน่น
4 สาเหตุหลักที่ทำให้คันตา
หลายคนมักสงสัยว่า อาการคันหัวตาหรือระคายเคืองตานั้นมีต้นเหตุมาจากอะไร ลองมาดู 4 ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้
- ภูมิแพ้ขึ้นตา
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการคันตา เมื่อดวงตาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ลม ฝุ่นละออง ฝุ่น PM 2.5 เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการหลั่งสารเคมีออกมา ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง และตาแดง
- ภาวะตาแห้ง
เกิดขึ้นเมื่อผิวกระจกตาขาดความชุ่มชื้นจากชั้นน้ำตาที่ไม่สมดุล อาการตาแห้งคันตาจะทำให้รู้สึกแสบตา เหมือนมีเม็ดทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตาตลอดเวลา กระตุ้นให้เรารู้สึกอยากขยี้ตา
- การใช้คอนแทคเลนส์ผิดวิธี
การใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ไซส์ไม่พอดีกับความโค้งของกระจกตา เลนส์ชำรุด หรือดูแลความสะอาดไม่ดีพอ จะทำให้ดวงตาขาดออกซิเจน เกิดแผลที่กระจกตา และนำไปสู่อาการแสบ คัน ระคายเคืองตา สิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามขยี้ตาเด็ดขาดขณะใส่คอนแทคเลนส์ เพราะอาจทำให้กระจกตาถลอกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
- ตาล้าจากอุปกรณ์ดิจิทัล
การจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เรากะพริบตาน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็ว เกิดอาการตาแห้ง ตาล้า แสบตา และกระตุ้นให้เกิดอาการคันตาได้ โดยเฉพาะในช่วงเย็นหรือหลังเลิกงาน หากปัญหานี้เกิดร่วมกับปัญหาสายตาตามวัย การเข้ามาให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเพื่อทดลองใส่เลนส์โปรเกรสซีฟ ก่อนตัดแว่น จะช่วยลดภาระการเพ่งของกล้ามเนื้อตา และลดอาการตาล้าได้อย่างตรงจุด
กลไกการแพ้ เมื่อร่างกายเข้าใจผิด
เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันของบางคนจะเข้าใจผิดคิดว่าสารเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมหรือศัตรูที่ต้องกำจัด จึงกระตุ้นให้เซลล์ในดวงตาหลั่งสาร ฮิสตามีน ออกมา สารตัวนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดฝอยในตาขยายตัว เกิดอาการบวมแดง คัน ระคายเคืองตา ไปจนถึงอาการร่วมอื่นๆ เช่น จาม มีน้ำมูก หรือหายใจลำบาก
ไรขนตา และ ต่อมไขมันอุดตัน ตัวการร้ายที่มักถูกมองข้าม
ในมุมมองของหมอ หลายคนมักโฟกัสแค่การหยอดตา แต่มองข้ามเรื่องความสะอาดของโคนขนตา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของไรขนตาและต้นเหตุของอาการคันขอบตาเรื้อรัง
โดยปกติบริเวณโคนขนตาของเราจะมีต่อมไขมันที่ทำหน้าที่ผลิตไขมัน ออกมาเคลือบชั้นน้ำตาเพื่อป้องกันน้ำตาระเหย และบริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของ ไรขนตา แต่เมื่อเราล้างหน้าหรือทำความสะอาดเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาไม่หมด จะเกิดการหมักหมม ทำให้ไรขนตาขยายพันธุ์และสะสมเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ปัญหาใหญ่
- คันขอบตา อย่างรุนแรง
- เกิดภาวะต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน
- ระคายเคืองรูขุมขนและผิวหนังรอบดวงตา
- เปลือกตาอักเสบ
- มีขี้ตาเกรอะกรัง และขนตาหลุดร่วงง่าย
การแก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถใช้เพียงน้ำตาเทียมได้ แต่ต้องอาศัยการทำความสะอาดเปลือกตา หรือใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดทำความสะอาดเปลือกตาโดยเฉพาะ เพื่อลดปริมาณไรขนตาและเปิดปากต่อมไขมันที่อุดตัน
วิธีแก้คันตาฉบับหมอมัทยา (ทำได้เอง vs ต้องหาหมอ)
การรับมือกับอาการคันตาสามารถแบ่งออกเป็นระดับที่สามารถดูแลตัวเองได้เบื้องต้น และระดับที่ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที
วิธีบรรเทาอาการที่สามารถทำเองได้
- หยอดน้ำตาเทียม: ช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้ ฝุ่นละออง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา แนะนำให้เลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดปราศจากสารกันเสีย
- ประคบเย็น: ใช้เจลเย็นหรือผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบที่เปลือกตา ช่วยลดอาการคัน ระคายเคือง และลดอาการบวมของหลอดเลือดได้ดีมาก
- พักสายตาตามกฎ 20-20-20: พักจากการจ้องจอทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อลดอาการตาล้าและตาแห้ง
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น: สวมแว่นตากันลม กันฝุ่นเมื่อต้องออกไปในที่ที่มีมลภาวะ ฝุ่นควัน หรือละอองเกสร
- งดขยี้ตาเด็ดขาด: เพื่อป้องกันกระจกตาเป็นแผลและการอักเสบที่รุนแรงขึ้น
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์
หากคุณมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรซื้อยามาหยอดเองเด็ดขาด:
- คันตามากและอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน
- ตาแดงจัด แสบตา หรือปวดตาอย่างรุนแรง
- การมองเห็นแย่ลง ภาพมัวลง
- มีขี้ตาปริมาณมาก หรือขี้ตามีสีผิดปกติ (สีเขียวหรือเหลืองข้น)
- เปลือกตาบวมแดงอักเสบ
- มีอาการคันขณะใส่คอนแทคเลนส์
- หากใช้ยาหยอดตาที่ซื้อมาเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องหยุดใช้ทันที โดยเฉพาะยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน
เจาะลึก ยาหยอดตาแก้คัน vs น้ำตาเทียม เลือกใช้อย่างไร?
เมื่อเกิดอาการคันตา คนไข้มักสับสนระหว่างการใช้ ยาหยอดตาแก้คัน และ น้ำตาเทียม ตารางนี้จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างและการนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
|
หัวข้อ |
ยาหยอดตาแก้คัน |
น้ำตาเทียม |
|
คุณสมบัติ |
ลดอาการคันตาจากภูมิแพ้ / ลดการอักเสบ |
เพิ่มความชุ่มชื้น ชะล้างสิ่งสกปรกและสารก่อภูมิแพ้ |
|
กลไกการออกฤทธิ์ |
ต้านสารฮิสตามีน เพื่อระงับอาการคัน |
เจือจางสารก่อภูมิแพ้ หล่อลื่นผิวกระจกตา |
|
เหมาะกับอาการ |
คันตาจากภูมิแพ้ขึ้นตาอย่างชัดเจน, ตาแดง |
ตาแห้ง, ตาล้า, คันและระคายเคืองตาเล็กน้อย |
|
ความเสี่ยง/ข้อควรระวัง |
ต้องใช้ให้ถูกชนิด หากใช้ยาผิดประเภท เช่น สเตียรอยด์ เสี่ยงเกิดต้อหิน/ต้อกระจก |
ปลอดภัย อ่อนโยนสูง ไม่พบความเสี่ยงหากใช้ชนิดไร้สารกันเสีย |
|
ความถี่ในการใช้ |
หยอดตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งเท่านั้น |
หยอดได้บ่อยตามต้องการ (สำหรับชนิดไม่มีสารกันเสีย) |
|
ช่องทางการจำหน่าย |
ร้านขายยา (บางชนิดต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น) |
หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยาและคลินิก |
คำถามที่พบบ่อยคันตาเกิดจากอะไร (FAQ)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A: อาการคันตาโดยตรงไม่ทำให้ตาบอด แต่พฤติกรรม “การขยี้ตาแรงๆ” หรือ “การซื้อยาหยอดตามาใช้เองผิดประเภท” คือตัวการที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ การขยี้ตาแรงๆ ทำให้กระจกตาเป็นแผล ติดเชื้อ และกระจกตาบาง ส่วนการใช้ยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์ต่อเนื่องโดยไม่มีแพทย์ควบคุม จะทำให้ความดันตาขึ้นสูง เสี่ยงเป็นโรคต้อหิน หรือกระตุ้นให้เกิดต้อกระจกก่อนวัยอันควร หากปล่อยให้ตาอักเสบลุกลาม กระจกตาอาจขุ่นมัวจนส่งผลเสียต่อการมองเห็นถาวรได้
A: ตำแหน่งที่คันสามารถช่วยประเมินสาเหตุเบื้องต้นได้ อาการคันหัวตา มักเกิดจากภูมิแพ้ขึ้นตา ท่อน้ำตาตัน หรือการติดเชื้อบริเวณเยื่อบุตา ส่วนอาการคันหางตา มักสัมพันธ์กับอาการแพ้ภายนอก เช่น แพ้เครื่องสำอาง สกินแคร์ ผิวหนังรอบดวงตาแห้ง หรือมีผื่นผิวหนังอักเสบ
A: ในทางการแพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาล้างตาเพื่อแก้อาการคันตาทั่วไป ควรใช้เฉพาะกรณีที่มีสิ่งแปลกปลอม สารเคมี หรือฝุ่นผงปริมาณมากเข้าตาเท่านั้น การใช้น้ำยาล้างตาบ่อยๆ จะไปชะล้างชั้นน้ำตาตามธรรมชาติ ทำให้ดวงตาสูญเสียความสมดุล ส่งผลให้ตาแห้งและคันมากกว่าเดิม นอกจากนี้ น้ำยาล้างตาบางยี่ห้อมีสารกันเสีย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองในคนที่เป็นภูมิแพ้ได้
A: หากอาการคันตาเกิดจากภูมิแพ้ การรับประทานยาแก้แพ้สามารถช่วยลดการหลั่งฮิสตามีนและบรรเทาอาการคันได้ แต่ยาแบบกินจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาหยอดตาเฉพาะที่ และยาแก้แพ้บางชนิดมีผลข้างเคียงคือทำให้เยื่อบุต่างๆ แห้งลง ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง ปากแห้ง ซึ่งอาจทำให้ตาระคายเคืองเพิ่มขึ้นได้ในบางราย
A: ปัญหานี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ห้องนอนมีฝุ่น ไรฝุ่น หรือขนสัตว์สะสมบนที่นอน ทำให้ร่างกายรับสารก่อภูมิแพ้ตลอดคืน หรือเกิดจากอากาศในห้องนอนเย็นและแห้งเกินไปจากการเปิดแอร์ นอกจากนี้ บางคนมีภาวะหลับตาไม่สนิท ทำให้ตาแห้งขณะหลับ หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน ทำให้มีคราบไขมันและขี้ตาสะสมที่โคนขนตา เมื่อตื่นมาจึงรู้สึกเหนียวขอบตาและคันเคืองตาอย่างมาก
สรุป
ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและสำคัญมาก เมื่อเกิดอาการคันตา ระคายเคืองตา ไม่ควรชะล่าใจปล่อยทิ้งไว้หรือแก้ปัญหาด้วยการขยี้ตาเด็ดขาด เพราะอาจเปลี่ยนจากอาการแพ้ธรรมดาให้กลายเป็นการอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรงได้ เบื้องต้นสามารถใช้น้ำตาเทียมและประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการ หากอาการไม่ดีขึ้น แวะมาให้หมอหรือจักษุแพทย์ที่ Mattaya Vision Center ทั้งสาขารพ.พญาไท 1, สาขาเอ็มโพเรียม, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เมกาบางนา หรือ Mattaya Clinic สาขาเดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา ตรวจดูอย่างละเอียดได้นะคะ
หากคุณมีอาการคันตาเรื้อรัง รักษาไม่หาย หรือสงสัยว่าอาจมีไรขนตาซ่อนอยู่ แวะมาปรึกษาที่ Mattaya Clinic สาขาเดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา เพื่อรับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาเบื้องต้นค่ะ
ผู้เขียนบทความ
แพทย์หญิง มัทยา ขวัญอโนชา
จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตาและการมองเห็น ด้วยความเชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา ผู้ก่อตั้ง Mattaya Vision Center พร้อมวินิจฉัยและให้คำปรึกษาเฉพาะทางด้านเลนส์โปรเกรสซีฟ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาสายตาซับซ้อนจากภาวะสายตายาวตามวัย
ประวัติการศึกษา
- แพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1): จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- วุฒิบัตรการผ่าตัดตกแต่งกล้ามเนื้อตาและตาสองชั้น: Korean College of Cosmetic Surgery (KCCS) ประเทศเกาหลีใต้


